เว็บคาสิโนออนไลน์ OPINION: 3-4-3 รหัสลับปลดพันธนาการเชลซี

เว็บคาสิโนออนไลน์

จากทีมที่เกมหละหลวมพร้อมโดนคู่แข่งยิงประตูทุกเมื่อ แท็คติคของคอนเต้บันดาลให้สิงห์บลูกลายเป็นทีมที่ไร้ช่องโหว่

เว็บคาสิโนออนไลน์ “ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอ” คำพูดนี้คงเข้ากับสถานการณ์ของเชลซีไม่มากก็น้อย พวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานกับฟอร์มอันน่าผิดหวังในฤดูกาลที่ผ่านมา ก่อนกลับมายืนอย่างสง่าผ่าเผยสมเป็นราชสีห์ผู้น่าเกรงขามในเวลานี้

ฤดูกาล 2015-16 ถือเป็นหนึ่งในรอยด่างพร้อยในหน้าประวัติศาสตร์ของสิงห์บลู จบอันดับ 10 ในลีก, ชวดตั๋วลุยบอลยุโรป และ ไร้ถ้วยรางวัลติดมือ นี่คือผลงานเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ โรมัน อบราโมวิช เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรเมื่อปี 2003 ทั้งที่สโมสรอุดมไปด้วยผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์มากมาย พวกเขากลายสภาพจากแชมป์เก่าเป็นทีมระดับกลางตารางของพรีเมียร์ลีกในเวลาเพียง 1 ปี

จุดเริ่มต้นของความตกต่ำนี้คงหนีไม่พ้นการที่ โชเซ มูรินโญ วิจารณ์การทำงานของ เอวา การ์เนโร แพทย์สาวประจำทีมที่นำตัว เอเด็น อาซาร์ ออกมาปฐมพยาบาลนอกสนามจนเรื่องราวบานปลายใหญ่โต นับจากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างโค้ชกับลูกทีมเริ่มเลวร้ายลงและเกิดปัญหาหลายอย่างตามมา ผลงานในสนามจึงออกมาย่ำแย่อย่างที่เห็นและนำไปสู่การปลดเทรนเนอร์ชาวโปรตุกีสในที่สุด

กุส ฮิดดิงค์ ถูกเลือกเป็นกุนซือขัดตาทัพจนจบฤดูกาล ผลงานของทีมกระเตื้องขึ้นมาตามลำดับ แต่หากมองภาพรวมแล้วต้องยอมรับว่านี่เป็นปีที่น่าผิดหวังสิ้นดีสำหรับสิงโตน้ำเงินคราม รวมถึงสตาร์ตัวชูโรงหลายคนในทีมโดยเฉพาะ เอเด็น อาซาร์ เจ้าของรางวัลแข้งแห่งปีของลีกอังกฤษคนล่าสุดที่ฟอร์มหล่นแบบน่าเกลียด

แฟนบอลเชลซีหลายคนคงตกอยู่ในสภาพสิ้นหวังไม่ต่างกัน เมื่อทีมรักของพวกเขาไม่เพียงแค่ไม่เหลือสภาพเจ้าของแชมป์ลีกแดนผู้ดี 5 สมัย แต่ยังดูเหมือนกำลังก้าวถลำลึกเข้าสู่ยุคมืดแบบกู่ไม่กลับ กระทั่ง อันโตนิโอ คอนเต้ เข้ามารับงานในถิ่น”สแตมฟอร์ด บริดจ์” ชายผู้จุดประกายความหวังของทุกคนกลับมาอีกครั้ง

นายใหญ่ชาวอิตาเลียนเปิดตัวในพรีเมียร์ลีกด้วยผลงานสุดหรู นำทีมเก็บ 9 คะแนนเต็ม จาก 3 เกมแรก แต่แล้วเขาต้องเจอกับบททดสอบสำคัญเมื่อทีมเกิดฟอร์มสะดุดใน 3 เกมต่อมา เริ่มจากบุกเสมอสวอนซี 2-2 ก่อนพ่ายต่อคู่แข่งแย่งแชมป์อย่าง ลิเวอร์พูล 1-2 และ อาร์เซนอล 0-3 โดยเฉพาะเรื่องเกมรับอันหละหลวมถูกคู่แข่งยิงอย่างน้อย 2 ประตูทุกเกม จนนำมาซึ่งการปรับกระบวนทัพครั้งใหญ่ของสโมสร

คอนเต้นำแท็คติค 4-1-4-1 มาใช้กับสิงห์บลูก่อน แต่สุดท้ายมันกลับไม่เวิร์ค เมื่อเจอไอ้ปืนใหญ่ไล่ยำทำสกอร์นำขาด 3-0 ตั้งแต่ 45 นาทีแรก เอ็นโกโล ก็องเต้ มิดฟิลด์ตัวตัดเกมคนเดียวเบรคเกมรุกตรงกลางสนามของคู่แข่งที่มีทั้ง เมซุส โอซิล, อเล็กซ์ อิโวบี้ และ ธีโอ วัลค็อต ไม่ไหว ส่งผลให้แผงแบ็คโฟร์ของทีมเจอบททดสอบบ่อยครั้งจนเกิดความผิดพลาด

เขาจึงแก้ไขสถานการณ์ปรับมาใช้แผนปราการหลัง 3 คน ในระบบ 3-4-3 ในครึ่งหลังแทน ผลปรากฏว่าพวกเขาหยุดเกมบุกของเจ้าถิ่นแบบอยู่หมัดและไม่เสียประตูเพิ่ม แม้ว่าสุดท้ายทีมจะยิงตีตื้นขึ้นมาไม่ได้ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามันกลับคุ้มค่ากว่าคะแนนที่เสียไป เมื่อเชลซีเจอแท็คติคที่อุดช่องโหว่ของทีมโดยสมบูรณ์ นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสโมสรในฤดูกาลนี้

สิงโตน้ำเงินครามโฉมใหม่ในระบบ 3-4-3 โชว์ฟอร์มดีขึ้นแบบผิดหูผิดตา คว้าชัยชนะในลีกตลอด 4 นัดในเดือนตุลาคม ยิงคู่แข่งถึง 11 ประตู และทำสถิติไม่เสียประตูแม้แต่ลูกเดียว(เป็นทีมเดียวใน 5 ลีกใหญ่ยุโรป) จนทำแต้มขยับขึ้นมาตามหลังกลุ่มจ่าฝูงเพียง 1 คะแนน พวกเขาพัฒนาขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับผลงาน 4 เกมก่อนหน้านี้ที่เก็บได้เพียง 4 คะแนน ยิงได้ 6 ประตู และเสียถึง 7 ประตู

นี่ไม่ใช่ระบบการเล่นที่แปลกใหม่สำหรับคอนเต้ เพราะเขาเคยประสบความสำเร็จกับการใช้แผนการเล่นกองหลัง 3 คน(3-5-2) นำยูเวนตุสคว้าถ้วยสคูเด็ตโต้ 3 สมัยซ้อน และนำทีมชาติอิตาลีสอนบอลสเปนชนิดสิ้นลายแชมป์เก่าในศึกยูโร 2016 มาแล้ว

คอนเต้ไม่ได้ยกแท็คติคดังกล่าวมาใช้ทั้งหมด แต่เขาประยุกต์ให้เข้ากับสภาพขุมกำลังของสิงห์บลูด้วย ทีมใหม่ของเขาอุดมไปด้วยผู้เล่นริมเส้นฝีเท้าจัดจ้านหลายคน ทั้ง อาซาร์, เปโดร หรือ วิลเลียน ดังนั้นเขาจึงปรับมาใช้แท็คติค 3-4-3 แทน เพื่อคงจุดเด่นในเกมรุกของทีมเอาไว้

อดีตเทรนเนอร์เจ้าม้าลายยังแสดงสายตาอันเฉียบแหลมเลือกใช้งานลูกทีมอย่างเหมาะสม เขาอ่านความสามารถของนักเตะแบบทะลุปรุโปร่งจนหาจุดลงตัวของทีมเจอในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งที่ผู้เล่นในตำแหน่งปราการหลัง 3 คน, วิงแบ็คสองฝั่ง และมิดฟิลด์คู่กลางต้องทำความเข้าใจกับบทบาทของตัวเองใหม่หมด

จุดนี้คอนเต้สมควรได้รับเครดิตมากที่สุด เขาเปลี่ยน ดาวิด ลุยซ์ และ แกรี เคฮิลล์ ที่เคยเป็นบ่อน้ำมันในแผนการเล่นที่ใช้คู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ กลายเป็นกองหลังสุดแข็งแกร่งและเล่นผิดพลาดน้อยมาก โดยการขยับ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ที่มีความนิ่งและขยันเข้ามาร่วมประสานงานในแนวรับจนผลงานออกมาดีอย่างที่เห็น

โค้ชชาวอิตาเลียนยังปิ๊งไอเดียจับ วิคเตอร์ โมเสส มาเล่นในตำแหน่งวิงแบ็คฝั่งขวาทั้งที่เจ้าตัวไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน แต่นักเตะกลับทำผลงานได้ดีเกินคาดจนกลับมาแจ้งเกิดในทีมได้สำเร็จ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทำท่าว่าจะหมดอนาคตหลังถูกปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัวตลอด 3 ปีที่ผ่านมา โมเสสกลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในแผนการเล่นใหม่ร่วมกับ มาร์กอส อลอนโซ วิงแบ็คฝั่งซ้ายที่เล่นได้ดีไม่แพ้กัน นี่ถือเป็นการค้นพบครั้งใหญ่ของสโมสร

ขณะที่แดนกลางนั้น เนมันยา มาติช กับ เอ็นโกโล ก็องเต้ ทำหน้าที่ได้อย่างไร้ที่ติ ทั้งคู่สอดประสานกันอย่างลงตัวจนเกมของทีมแน่นขึ้นทันตา พวกเขาไม่เพียงแค่คอยเล่นเกมรับตัดเกมตรงกลางสนามเท่านั้น แต่ยังคอยหาโอกาสเติมเกมรุกเมื่อคู่แข่งเปิดช่องว่างด้วย สถิติ 4 แอสซิสต์ของมาติช และประตูของก็องเต้ที่ยิงใส่แมนฯยูฯคือหลักฐานยืนยันชั้นดี

ข่าวอื่นๆ | ติดตามข่าว เชลซี เพิ่มเติมที่นี่

เกมรับคือจุดประสงค์แรกของการเปลี่ยนมาใช้แท็คติค 3-4-3 แต่ผลพลอยได้ที่มากกว่านั้นคือ การที่ เอเด็น อาซาร์ คีย์แมนคนสำคัญมีอิสระในการเล่นเกมรุกอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องพะวงเกมรับเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป

เดิมทีปีกชาวเบลเยียมต้องลงมาช่วยฟูลแบ็คเล่นเกมรับในแผนการเล่นกองหลัง 4 คน ประสิทธิภาพในการทำเกมรุกของเขาจึงลดน้อยลง แต่ในแผนใหม่นี้ปราการหลังที่ยืนขนาบข้างซ้ายและขวาจะคอยขยับออกมารองตำแหน่งฟูลแบ็คอยู่แล้ว เขาจึงโฟกัสอยู่กับแค่การสร้างสรรค์เกมเพียงอย่างเดียว ก่อนตอบแทนเจ้านายด้วยการยิง 5 ประตู จาก 10 เกมในลีก มากกว่าที่ทำได้ตลอดฤดูกาลที่แล้วเสียอีก(4 ประตู)

เมื่ออาซาร์และแนวรุกอีกฝั่งมีอิสระในการเล่นมากขึ้น ผลดีก็ไปตกอยู่ที่ ดิเอโก้ คอสต้า ดาวยิงประจำทีมด้วย เขาสามารถผลิตสกอร์เป็นกอบเป็นกำจากโอกาสเข้าทำที่มีมากขึ้น จนนำเป็นดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีกในเวลานี้ ด้วยผลงาน 8 ประตู

อันโตนิโอ คอนเต้ ได้รับผลตอบแทนจากความกล้าหาญจากการการเปลี่ยนแท็คติคแล้ว มันไม่เพียงแค่ช่วยลบจุดอ่อนในเกมรับแต่มันยังช่วยเพิ่มจุดแข็งในเกมรุกในเวลาเดียวกัน จนทำเชลซีผลงานได้อย่างไร้เทียมทานในเวลานี้

แผนการเล่น 3-4-3 จึงเปรียบเสมือนกุญแจปลดปล่อยสิงโตน้ำเงินครามให้หลุดพ้นจากพันธนาการและกลับมาเป็นทีมที่พร้อมไล่ล่าความสำเร็จอีกครั้ง